เรื่องเกี่ยวกับผ้ายืด

อุตสาหกรรมผ้ายืดจะแบ่งชนิดการทอ เป็น 3 ชนิดการทอ คือ

1. Single Jersey คือการทอผ้ายืดใช้ได้เพียงหน้าเดียว เหมาะกับเสื้อคอกลม โปโล เสื้อยืดแฟชั่น เหมาะกับงานพิมพ์ (สกรีน) หรือ งานปัก

2. Interlock Material คือการทอผ้าแบบสองหน้า โดยหน้ากับหลังใช้ได้ ทั้งสองด้าน เหมาะสำหรับเสื้อเด็ก เสื้อกล้าม สามารถพิมพ์ได้ ปักได้ เหมือน Single Jersey แต่ Interlock Material จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า Single Jersey

3. การทอผ้าแบบมีลาย โดยการเรียกลายแต่ละโรงงานก็อาจแตกต่างกันแล้วแต่ โรงงานเรียก เช่น พีเก้ ลาคอส ข้าวหลามตัด หยดน้ำ เป็นต้น

ชนิดของเส้นด้าย มีหลากหลายขนาด และหลากหลายชนิด แต่จะแบ่งชนิดของเส้นด้ายเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

1. 100% Cotton หรือ เป็นด้ายฝ้ายจากธรรมชาติ

2. 100% Polyester วัตถุดิบที่ใช้ผลิตเส้นใยสังเคราะห์ และ ผลิตผ้าชนิดนี้ ทำมาจากน้ำมัน

3. การผสมระหว่าง Cotton และ Polyester แล้วแต่ อัตราส่วน

เส้นด้ายฝ้าย 100% cotton

ขนาดเบอร์ของเส้นด้าย 100% cotton ที่ผลิตขายในไทย 20/1 30/1 32/1 40/1 ตัวเลขเส้นด้าย ยิ่งสูงขึ้น เส้นด้ายจะเล็กและละเอียดขึ้น เช่น เส้นด้าย 32/1 จะเล็กละเอียดกว่า 20/1 และความสวย สะอาดและการขัดของตัวเม็ดของเส้นด้ายออก ถ้ายิ่งทำมาก จะช่วยให้ผ้าเวลาทอจะยิ่งเรียบสวย นุ่มหน้าใส่ แต่ราคาต้นทุนของเส้นด้ายจะสูงกว่า ลำดับการขัดเม็ดของเส้นด้าย

1. OE Cotton ชนิดของฝ้ายที่ใม่มีการขัดขี้ฝ้ายของเส้นด้ายออก ผ้ายืดเวลาทอจะมีปุ่นเส้นด้าย จะหยาบ กระด้างเวลาทอ แต่พอใช้ได้ ต้นทุนจะต่ำสุด ส่วนมากจะย้อมสีขาว หรือ อ่อน ไม่เหมาะการย้อมสีเข้ม เพราะจะเห็นผ้าทอ เป็นลายๆๆ ไม่สวย แต่สีขาวกับอ่อนพอย้อมสีได้

2. Cotton 100% ชนิดเส้นฝ้ายมีการขัดขี้ด้ายออกบ้างเล็กน้อย มีปุ่มเส้นด้าย เหมือน OE แต่สามารถย้อมสีเข้มได้ แต่ยังแข็งกระด้างคล้าย OE ราคาจะสูงกว่า OE เล็กน้อย

3. Semi Comb Cotton 100% เส้นด้ายฝ้ายชนิดนี้มีการขัดเอาขี้ด้ายออกไป 50% เวลาย้อมจะนุ่มกว่า ชนิดเบอร์ 2 Cotton 100% และ ต้นทุนจะสูงกว่า สามารถจะย้อมทุกระดับสีได้ดี

4. 100% Fully Comb Cotton เป็นเส้นด้ายเกรดสูงที่มีการขัดเอาขี้ฝ้ายออกหมด เวลาทอผ้าจะไม่มีปุ่มฝ้าย จะเรียบสวย นุ่มน่าสวมใส่ ไม่ว่า จะซักกี่หนยังคงความนุ่ม น่าสวมใส่เสมอ การย้อมสีออกมาจะสม่ำเสมอ สวยงาม แต่ ต้นทุนของเส้นฝ้ายสูงสุด ทำให้การผลิตราคาเสื้อจะมีต้นทุนสูงสุด

5. Mercerized fully Comb. Cotton มี 2 ขบวนการทำงานที่แตกต่างกัน ต้นทุนแตกต่างกัน ที่ตัวเส้นด้าย มีความคงทนของระยะเวลาสวยเงาแตกต่างกัน ดังนี้

5.1 การทำ Mercerized ที่แท้จริงตรงเส้นด้าย คือ นำ เส้นด้าย 100% fully comb มาผ่านการขัดเกลียวเรียบให้สวยงามทั้งเส้นด้าย ในขั่นตอนสุดท้าย เส้นด้ายจะ เรียวสม่ำเสมอทั้งเส้น มีความเงา ทำให้เวลาทอ จะสวยเงา นิ่ม คงทนความเงาสวยได้นาน เป็นเส้นด้ายเกรดสูงสุดแพงสูงสุดจะมีใช้เฉพาะสินค้าเกรดสูงมาก ส่วนมากจะเป็นเส้นด้ายขนาดเล็ก และส่งขายเฉพาะญี่ปุ่นเท่านั้น

5.2 การทำ Mercerised จากผ้าที่ทอสำเร็จจาก 100% fully comb แล้วมา ขัดเงาให้เรียบ สวยงาม ในขั่นตอนการอบในขั้นตอนสุดท้าย ผ้าจะสวยเงา เหมือน ผ้า 4.1 แต่จะกลับมาสู่สภาพเดิมหลังจากซักไปแล้ว 2-3 ครั้ง ต้นทุนเส้นด้าย จะเหมือนผ้า ข้อ 4 (100% Fully Comb Cotton) แต่ จะมีต้นทุนในการเพิ่มราคาค่าย้อมเพิ่มขึ้น

ข้อดีของการใช้ผ้าที่ทำมาจากเส้นใยฝ้าย 100%

เนื่องจาก ผ้ายืด cotton 100% ผลิตจากเส้นด้ายธรรมชาติ 100% เหมาะกับการสวมใส่ของคนทุกเพศ ทุกวัย จนถึงเด็กเล็ก เด็กแรกเกิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่เป็นภูมิแพ้ เพราะผู้ป่วยภูมิแพ้ผิวหนัง จะไม่ระคายเคืองผิวหนัง และ เนื้อผ้าระบายความร้อนได้ดี เหมาะกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวของประเทศไทย นอกจากนี้ คุณสมบัติที่ดีในการซึมซับของผ้ายืด Cotton เหมาะสมอย่างยิ่งกับงานพิมพ์ลวดลายต่างๆลงบนผ้า สีจะสวยและคงทน ดีกว่า ผ้าที่ผลิตจากเส้นด้ายผสม Polyester

ข้อเสียของการผลิตผ้าฝ้าย

ราคาต้นทุนในการผลิตผ้า จะสูงกว่าผ้าชนิดอื่น และ จะมีการหดตัวของเนื้อผ้าหลังจากการซัก ไม่เหมาะสมกับ การนํา เสื้อผ้าเข้าเครื่องอบผ้าให้แห้งด้วยความร้อนสูง ควรจะตากให้แห้งโดยธรรมชาติ จะช่วยยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น และสามารถรีดเข้าทรงกลบขี้ด้ายได้ ทำให้หลังจากรีดแล้วจะดูเรียบสวยงาม

วิธีการแก้ไขการหดตัวของผ้าฝ้าย

เนื่องจากกรีนโกร้ท เอ็นเตอร์ไพรซ์ ได้ตระหนักถึงข้อเสียของผ้าฝ้ายที่มีการหดตัว หลังจากการซัก ทางกรีนโกร้ท เอ็นเตอร์ไพรซ์ จึงเลือกเนื้อผ้าที่ใช้หลักในการผลิตคือ 100% fully Comb Cotton 20/1 , 30/1, 32/1 และ เพิ่มกระบวนการ Compact ถึง 2 ครั้ง ในขั้นตอนย้อมครั้งสุดท้ายก่อนจะนํามาใช้ผลิตเสื้อผ้า โดยขั้นตอนสุดท้ายในการ compact ครั้งที่ 2 นอกจากจะปล่อยผ้าออกมาตามธรรมชาติแล้ว ยังเพิ่มการฉีดละอองไอนํ้าเข้าที่เนื้อผ้าทุกใย เพื่อให้เส้นด้ายมีการหดตัวลงไปอีก จากครั้งแรก ที่ทําการ Compact หลังจากนั้นผ้าจะฟูนุ่ม หนา และมี นํ้าหนัก เนื้อผ้าจะอบออกมาตามธรรมชาติ และ ไม่ฝืนหน้าผ้า ไม่มีการขัดเงา ช่วยทําให้ผ้าหดตัวตํ่ากว่าปกติ Stardard ทำให้เมื่อลูกค้าสวมใส่ไม่หดเพิ่ม และเนื้อผ้ายังคงมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น น่าสวมใส่ หลังซักเสร็จ

ข้อควรระวังในการถนอมรักษาเสื้อผ้าที่ทำมาจากเส้นใย 100% Cotton

สามารถปั่นซักด้วยรอบตํ่า ควรตากแห้ง และ รีดหลังจากเสื้อผ้าแห้งแล้ว ห้ามซักด้วยนํ้าร้อน ห้ามปั่นด้วยความเร็วรอบสูง ห้ามอบด้วยเครื่องที่ให้ความร้อนสูง จะทําให้ผ้าหดตัวไม่หยุด เสียรูปทรง ไม่ว่าผ้า cotton นั้นจะผ่านวิธีการ Finishing ป้องกันการหดมามากเท่าไรก็ตาม

ผ้าที่ผลิตจาก 100% Polyester

เนื่องจากภาวะโลกร้อน ทําให้การปลูกฝ้ายลดลง ส่งผลให้เกิดการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ที่ทํามาจากวัตถุดิบอื่น นั่นก็คือการนํา นํ้ามันมาผลิตสกัดออกเป็นเส้นใยสังเคราะห์ คุณสมบัติที่โดดเด่นของ 100% polyester คือ เมื่อตัดเสื้อแล้วไม่ค่อยเสียทรง ไม่มีการหดตัว แต่เมื่อนํามาสวมใส่ผ่านการซัก 2-3 ครั้ง อาจจะเกิดเป็นปุ่มๆ ไม่สวย ไม่สามารถรีดทับกลบได้ เมื่อรีดจะเป็นเงาด่างๆ ไม่ซึบซับนํ้า ใส่แล้วร้อน แต่ราคาผ้า จะถูกกว่า cotton มาก การพิมพ์ หรือ สกรีน จะไม่สวยไม่ว่าจะพิมพ์ยาง เพราะคุณสมบัติไม่ซับนํ้า งานพิมพ์ที่เหมาะสม คือการพิมพ์แบบ sublimation หรือ DTF ผ้า 100% polyester จะไม่เหมาะกับคนที่เป็นคน เป็นภูมิแพ้ผิวหนัง เพราะใส่แล้ว จะขึ้นผด เม็ด เนื่องจากการระบายความร้อนไม่ดี

ดังนั้น จากจุดด้อยของ 100% polyester ทําให้เกิดวิวัฒนาการในการผลิตเส้นด้าย ที่ละเอียดและเล็กมาก และ ซึมซับเหงื่อได้ดี แห้งเร็ว คือ การ พัฒนา จาก 100% polyester เป็นเส้นด้าย Micro Polyester ซึ่งมักจะมีขนาดเส้นด้าย 75/72 ส่วนใหญ่มักจะนําผ้า Micro Polyester มาใช้ผลิตเสื้อกีฬา งานที่พิมพ์ส่วนมากเป็นงานพิมพ์แบบ sublimation ถึงแม้การพัตนาในการซึมซับเหงื่อได้ดี แห้งเร็ว แต่เมื่อใส่เปรียบเทียบกับ 100% cotton แล้ว ยังใส่แล้วความสบายสู้ 100% cotton ไม่ได้ จึงไม่แนะนําให้คนที่เป็นภูมิแพ้ สวมใส่เสื้อที่ผลิตจาก 100% polyester หรือ Micro polyester ข้อเสียอีก ข้อหนึ่ง คือ จุดติดไฟง่าย และเกิดเขม่าควันดําเป็นพิษ ต่อสภาพแวดล้อมในอากาศเพราะ เส้นใยทํามาจาก นํ้ามัน เหมือน นําพสาสติกบางๆ มาเผาไหม้

จากข้อดีและข้อเสียของ เส้นด้าย cotton และ polyester ทําให้เกิดวิวัฒนาการ ผสมผสานของทั้งสองเส้นด้ายสองชนิดนี้เข้าด้วยกัน เป็น ผ้าผสมเส้นด้ายระหว่าง cotton กับ polyester

CVC

ส่วนผสม cotton > polyester

ไม่เสียทรงง่าย

หดตัวน้อยกว่า 100% cotton

สามารถรีดได้ ด้วยไฟกลางๆๆ

การซึมซับเหงื่อปานกลาง

ใส่สบายกว่า TC

ต้นทุนผ้า พอๆ กับ 100% cotton หรืออาจจะสูงกว่า

เพราะมีค่าย้อมผ้า แพงกว่า ย้อมสองส่วน poly กับ cotton

งานพิมพ์ด้วย silk screen สวยกว่า TC แต่สู้ cotton 100% ไม่ได้

TC

ส่วนผสม cotton < polyester

ไม่เสียทรง

ไม่ค่อยหดตัว

รีดไม่ได้ พอรีดจะออกเงาๆ เตารีด

ไม่ค่อยซับเหงื่อ

ใส่แล้วร้อนกว่า CVC

ต้นทุนผ้าถูกกว่า CVC

เนื่องจากมี poly มากกว่า cotton

งานพิมพ์ silk screen ออกมาจะไม่ค่อยสวยเรียบ

ถึงแม้งานพิมพ์เหมือนกัน

หลังจากมีการพัฒนานําเส้นด้าย cotton มาผสม polyester แล้ว ก็มีการพัตนาขึ้นอีกขั้นด้วยการนําเส้นใยทั้งสองแบบที่มีคุณภาพสูง มาผสมผสานกัน เรียกว่า DRY TECH โดยการนําเส้นด้าย 100% fully comb cotton 32/1 มาทอร่วมกันกับ 100% Micro polyester ทําให้เกิดคุณสมบัติการซึมซับเหงื่อที่ดี แห้งเร็ว และ ด้าน cotton ที่ใส่ติดแนบตัว ก็จะรู้สึกใส่สบายขึ้นรักษาทรงของเสื้อได้ดี แต่เนื่องจากการทอที่ต้องใช้เครื่องทอแจ๊ตการ์ดทอ ทําให้ค่าทอสูงและเครื่องทอเดินช้า ทําให้ราคาต้นทุนของผ้าสูง คนเลยนิยมมาผลิตเสื้อโปโล แต่ตอนหลังโรงทอหลายโรงก็เปลี่ยนจาก เส้นด้าย 100% fully comb cotton มาเป็น semi cotton บ้าง หรือ cotton บ้าง บางโรงทอก็เปลี่ยน เป็น CVC TC บ้างมาผสมคนละ ครึ่งกับ Micro polyester เพื่อลดต้นทุน

แต่ทางกรีนโกร้ท เอ็นเตอร์ไพรซ์ ไม่ขอแนะนําการทอผสม ระหว่าง TC + Micro polyester เพราะ เมื่อสวมใส่แล้ว จะไม่แตกต่างจากการใส่ TK คือ ร้อนอบเหมือนกันแต่ราคาสูง

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับงานพิมพ์

ในโลกอุตสาหกรรมสิ่งทอจะแบ่งงานพิมพ์เป็น 2 อย่างคือ

1. พิมพ์ด้วยฝีมือมนุษย์ SILKSCREEN

2. พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์

การเลือกเทคนิคงานพิมพ์ ด้านไหน ต้องนึกถึงวัสดุ ชนิดเนื้อผ้า สีผ้า ลักษณะงานที่ต้องการพิมพ์ งานเป็นมิติหรือง่ายๆ เป็นต้น จำนวนชิ้นงานที่ต้องพิมพ์ ต้นทุนในด้านราคา

ทางกรีนโกร้ทมีหลายเทคนิคในงานพิมพ์ อธิเช่น พิมพ์ยาง พิมพ์ไฮเดน plastisol printing, Sublimation Printing, DTF หรือ water base screen print บนผ้าสีที่สามารถนำเตารีดร้อนๆ มารีดได้ โดยไม่ทำให้สีหลุดเหมือนสียาง เป็นสีนำเข้ามาจากญี่ปุ่น ราคาพิมพ์จะสูงกว่าปกติ

ถ้าจำนวนเสื้อผลิตน้อยแต่หลากสีควรพิมพ์ DTF โดยใช้เครื่องพิมพ์ ต้นทุนจะถูกกว่า แต่ถ้างานสีพิมพ์แค่ 1 บล๊อคสี ก็ต้องพิจารณาว่า จำนวนกับค่าพิมพ์ค่าบล๊อค อันไหนจะประหยัดกว่า กรีนโกร้ท จะแนะนำให้การสั่งงานการผลิต ถ้าต่ำกว่า 500 ชิ้นต้องมีการคำนวนค่าบล๊อคพิมพ์ในการคิดต้นทุน

งานปัก

งานปักสามารถปักได้หลายหลายรูปแบบ แล้วแต่ ความต้องการลูกค้า มีทั้งปักแบบเรียบ สามมิติ ปักบนผ้าโดยตรง หรือปักบนอาร์มผ้าอื่นก่อน และมาเย็บแปะ อีกที หรือ รีดทับ แต่ การรีดทับอาจจะมีอายุการใช้งานน้อยกว่าการเย็บแปะติด

ขั้นต่ำ 500 ชิ้นในการผลิต จะไม่เสียค่าบล็อกปัก ค่าใช้จ่ายในการปักขึ้นอยู่กับจำนวนฝีเข็มที่ปักลงไป ในงานปักชิ้นหนึ่ง

ในงานปักที่เน้นมากเหมือน สามารถนำวิธีงานพิมพ์มาหนึ่งในขั้นตอนของงานปัก ทางกรีนโกร้ท ก็สามารถดำเนินในงานผลิตได้